บทความล่าสุด

ใบมะรุมแคปซูลบ้านแม่ : มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์ ( ตอนที่ 2 )

ใบมะรุมแคปซูลบ้านแม่ : มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์  ( ตอนที่ 2 )

ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ของต้นมะรุม

ใบมะรุมสด

เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่จากใบมะรุม ควรรับประทานใบมะรุมสดที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป  การใช้ใบมะรุมสดปรุงอาหารต่างๆ สามารถทำได้ตามความต้องการและความถนัดเนื่องจากใบมะรุมมีธาตุเหล็กสูง ฉะนั้นจึงไม่ควรให้ทารกในวัยเจริญเติบโตถึง 2 ขวบ รับประทานใบมะรุมในปริมาณที่มากเกินไป ใบมะรุมสดก็เหมือนผักใบเขียวทุกชนิด ไม่ควรรับประทานเป็นจำนวนมาก เพราะจัดเป็นยาถ่ายประเภทหนึ่ง เมื่อเริ่มรับประทานใบมะรุม บางท่านอาจจะมีอาการท้องเสีย  อาการต่างๆ มิได้เกิดขึ้นกับทุกคน เข้าใจว่าเป็นไปตามสภาพร่างกายของแต่ละคน ใบมะรุมสดเปล่าๆ จะมีรสเผ็ด แต่เมื่อรับประทานกับข้าวหรือแซนด์วิสจะไม่รู้สึกเผ็ดเลย

จากหนังสืออ้างอิงของ ดร.ฟุคเล่ย กล่าวว่า ถ้าคั้นน้ำใบมะรุมสดดื่มวันละ 1 ช้อนโต๊ะ จะสามารถรักษาอาการของโรคเบาหวานได้ ควบคุมความดันโลหิตสูงได้ด้วย การรับประทานใบมะรุมสดสำหรับเด็กเล็ก ที่เริ่มรับประทานอาหารได้จนถึงอายุ 3-4 ขวบ ควรใส่ใบมะรุมเพียงเล็กน้อย ถ้าคั้นเป็นน้ำควรใส่เพียงวันละ 1-2 หยด ผสมอาหารหรือเครื่องดื่มยกเว้นเด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหารอย่างรุนแรง จึงควรเพิ่มขนาดตามสมควร จากนั้นจึงค่อยเพิ่มปริมาณทีละน้อยๆ ตามอายุและความเหมาะสมไม่ควรให้เกินขนาด เพราะสำหรับเด็กในวัยเจริญเติบโต การให้ธาตุเหล็กเกินขนาดกลับจะให้โทษมากกว่าคุณ วัยรุ่นและผู้ใหญ่ ทานใบมะรุมวันละ 1-3 กิ่ง รับประทานใบมะรุมสด [...Click title to read more detail...]

ใบมะรุมบ้านแม่ : มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์ ( ตอนที่ 1 )

ใบมะรุมแคปซูลบ้านแม่ : มะรุม ต้นไม้มหัศจรรย์

ผลจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์คุณค่าทางโภชนาการของใบมะรุม ดังนี้ :

เปรียบเทียบคุณค่าสารอาหารในใบมะรุมจากน้ำหนักเท่าๆ กัน กรัมต่อกรัม

ใบมะรุม

มีไวตามินซี มากกว่าส้ม                                    7 เท่า

มีแคลเซียม มากกว่านม                                     4 เท่า

มีไวตามินเอ มากกว่าแครอท                            4 เท่า

มีโปแตสเซียม มากกว่ากล้วย                            3 เท่า

มีโปรตีน มากกว่านม                                         2 เท่า

มะรุม เป็นไม้กลางบ้านของไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานาน นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันโรคภัยต่างๆ ได้ถึง 300 ชนิด

องค์การสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุนในการค้นคว้าและวิจัยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในการรักษาโรคขาดสารอาหารและอาการตาบอดซึ่งเกิดขึ้นในเด็กแรกเกิดจนถึงวัยเจริญเติบโตในประเทศด้อยพัฒนา เช่นกลุ่มประเทศในแอฟริกาตอนใต้ และประเทศอินเดีย

กลุ่มองค์กรการกุศลหลายแห่งได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ รวมทั้งในประเทศไทย กลุ่มนักศึกษาแพทย์ จำนวน 25 ท่านจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการทดลองวิจัย โดยนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัด แม้แต่กลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ก็หันมาให้ความสนใจ และทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน เอดส์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ข้อมูลคร่าวๆ จากแหล่งอ้างอิง

ข้อมูลต่อไปนี้ ได้มาจากวารสารการค้นคว้าและวิจัยแพทย์ของแพทย์หลายแขนงที่ประสบผลสำเร็จ [...Click title to read more detail...]

แอลคาร์นิทีนพลัส ( L-Carnitine Plus)กับบทบาทเพื่อการลดน้ำหนัก

แอลคาร์นิทีนพลัส ( L-Carnitine Plus )กับบทบาทเพื่อการลดน้ำหนัก

L-carnitine & Weight Reducing Supplement
แอล-คาร์นิทีน กับบทบาทเพื่อการลดน้ำหนัก
แอลคาร์นิทีน(L-Carnitine) เป็นชื่อกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ผลิตได้ที่ตับ โดยมีการสังเคราะห์จากกรดอะมิโนสองตัวคือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนิน(methionine) พร้อมกับอาศัยตัวเร่งให้เกิดการสังเคราะห์ ได้แก่ Niacin วิตามิน B6 C และธาตุเหล็ก โดยปกติจะพบในสัตว์เนื้อแดงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนกล้ามเนื้อลายจะมากเป็นพิเศษ นม ผลิตภัณฑ์จากนม ผลไม้ ได้แก่ พวกผลอะโวกาโด(Avocado) ธัญพืช ผักใบเขียว ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก (tempeh)
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หน้าที่หลักของ Carnitine จะช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าไปใช้ในเซลล์ต่างๆ ซึ่งในจุดนี้เองที่จะทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดังนั้นหากร่างกายขาดสาร Carnitine หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาเม็ดไขมันไปเผาผลาญแล้วละก็ [...Click title to read more detail...]

ความรู้เรื่องแอลคาร์นิทีน (L-Carnitine)

ความรู้เรื่องแอลคาร์นิทีน  ( L-Carnitine )

แอลคาร์นิทีนเป็นกรดะมิโนชนิดหนึ่งซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโปรตีนปกติกของร่างกายจะสร้าง L-Carnitine ที่ตับและไต  ทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงาน โดยอาศัยวัตถุจากเนื้อสัตว์ต่างๆ จากนั้นจะถูกเก็บสะสมไว้ที่กล้ามเนื้อลายหรือกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ในร่างกาย และกล้ามเนื้อหัวใจเป็นหลัก ดังนั้น หากร่างกายขาดสาร Carnitine  หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาไขมันไปเผาผลาญแล้ว ไขมันจะเกิดการสะสมส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น ความอ้วน และการสะสมไขมันตามหลอดเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และนำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูงและมีความดันโลหิตสูงตามมาได้  นอกจากนี้ ยังอาจจะมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึมและเหนื่อยง่าย

การทำงานของแอล-คาร์นิทีนในร่างกาย

จะเกี่ยวข้องกับการทำงานระดับเซลล์ โดยทำหน้าที่เป็นโปรตีนตัวพา ซึ่งมีหน้าที่เป็นตัวพาไขมันอิสระส่งต่อผ่านเยื้อหุ้มชั้นนอกของ  MITOCHONDRIA และบริเวณผิวด้านนอกของเยื้อหุ้มชั้นใน MITOCHONDRIA  นี้จะเกิดปฎิกริยาเผาผลาญกรดไขมันเป็นพลังงาน เพื่อนำพลังงานนี้ไปใช้ประโยชน์กับเซลล์  หรืออวัยวะต่างๆ ดังนั้นหากร่างกายขาด แอล-คาร์นิทีน ก็อาจจะส่งผลให้ขบวนการผาผลาญไขมันให้กลายเป็นพลังงานเกิดความบกพร่อง ทำให้ไขมันสะสมอยู่ตามอวัยวะต่างๆ และอาจจะเกิดภาวะไขมันอุดตันและโรคอ้วนได้

คุณประโยชน์ของแอล-คาร์นิทีน

-ลดอัตราการเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ  ที่เกิดจากภาวะการอุดตันของไขมัน และคอเลสเตอรอล

-ใช้ลดความอ้วน

-ลดภาวะเปลี้ย FATIGUE  และกล้ามเนื้ออ่อนเพลีย MUSCLE WEAKNESS

-ลดต่อความเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งที่มีสาเหตุมาจาการสะสมของไขมันในตับมากเกินไปหรือผู้ทื่ดื่มแอลกอฮอร์จัด

-ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

-ให้พลังงานแก่ร่างกาย  โดยเฉพาะนักกีฬา